วิธีจำความฝันของตัวเอง: 5 ขั้นตอนที่จะช่วยให้จำความฝันได้ดีขึ้น
โดย Ruya Editorialวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569เวลาในการอ่าน: 9 นาที

จำความฝันของตัวเองให้ได้: 5 ขั้นตอนช่วยให้จำความฝันได้ดีขึ้น

คุณฝันทุกคืน รวมแล้วประมาณสองชั่วโมง ไม่ว่าจะจำได้หรือไม่ก็ตาม ดังนั้นหากตื่นขึ้นมาแล้วเหลือเพียงความรู้สึกเลือนราง ไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้ฝัน แต่เป็นเพราะคุณยังจำความฝันนั้นไว้ไม่ได้ ข่าวดีก็คือ การจำความฝันเป็นทักษะที่ฝึกได้ และเห็นผลค่อนข้างเร็ว คนส่วนใหญ่มักเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เมื่อฝึกตาม 5 ขั้นตอนในคู่มือนี้ ระหว่างทางเราจะอธิบายว่าทำไมสมองถึงลืมความฝัน งานวิจัยบอกว่าอะไรช่วยให้จำความฝันได้จริง (รวมถึงการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิตามินบี 6) และควรทำอย่างไรหากตอนนี้คุณจำความฝันไม่ได้เลย

ทำไมเราถึงลืมความฝัน

การลืมความฝันไม่ใช่ปัญหาความจำ แต่เป็นลักษณะการทำงานตามธรรมชาติของสมองขณะฝัน ในช่วงการนอนหลับแบบ REM ซึ่งเป็นช่วงที่มักเกิดความฝันที่ชัดเจน สารเคมีในสมองที่ทำหน้าที่บันทึกประสบการณ์ลงในความทรงจำระยะยาวจะทำงานลดลง ความฝันจึงถูกเก็บไว้ในความจำระยะสั้นมากกว่า และร่องรอยของมันจะเริ่มเลือนหายภายในไม่กี่นาทีหลังตื่น เมื่อคุณขยับตัว เริ่มคิดถึงเรื่องของวันนั้น หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ข้อมูลใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่ความทรงจำเกี่ยวกับความฝันทันที

แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันในด้านการทำงานของสมองด้วย งานวิจัยด้านการถ่ายภาพสมองจากฝรั่งเศสพบว่า คนที่จำความฝันได้บ่อย (ประมาณสัปดาห์ละ 5 เรื่อง) มีการทำงานของบริเวณรอยต่อระหว่างกลีบขมับและกลีบข้างสมอง (temporoparietal junction) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรู้สิ่งต่าง ๆ มากกว่าคนที่แทบจำความฝันไม่ได้เลย คนกลุ่มนี้ยังตื่นช่วงสั้น ๆ ระหว่างคืนบ่อยกว่า ทำให้มีโอกาสจดจำความฝันได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนไม่ได้ เพราะการจำความฝันสามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝน ซึ่งก็คือเป้าหมายของทั้ง 5 ขั้นตอนต่อไปนี้

ความฝันที่ไม่ได้รับการตีความ ก็เหมือนจดหมายที่ไม่เคยถูกอ่าน

The Talmud, Berakhot 55a

แต่ก่อนจะตีความความฝันได้ คุณต้องจำมันไว้ให้ได้ก่อน นี่คือวิธีทำ

1. อย่าเพิ่งขยับตัว แล้วทบทวนความฝัน

30 วินาทีแรกหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่ตัดสินว่าคุณจะจำความฝันได้หรือไม่ เพราะร่องรอยของความทรงจำยังเปราะบางที่สุด ดังนั้นขั้นตอนแรกทั้งหมดควรทำก่อนที่คุณจะขยับตัวแม้แต่นิดเดียว:

  1. หลับตาไว้ และอยู่ในท่าเดิมที่คุณตื่นขึ้นมา เพราะท่าทางของร่างกายอาจช่วยกระตุ้นให้ความทรงจำกลับมา การพลิกตัวมักทำให้ความฝันเลือนหายไป
  2. ถามตัวเองเบา ๆ ว่า "เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นนะ" อย่าพยายามบังคับคำตอบ ปล่อยให้ความทรงจำค่อย ๆ ผุดขึ้นมาเอง
  3. เริ่มนึกย้อนจากฉากสุดท้าย แล้วค่อย ๆ ย้อนกลับไปเหมือนเลื่อนวิดีโอย้อนหลัง ไล่ตามแต่ละช่วงไปจนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น
  4. ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้เริ่มจากความรู้สึกแทน อารมณ์อย่างกังวล ดีใจ หรือรีบร้อน ก็ถือเป็นชิ้นส่วนของความฝัน และมักช่วยดึงภาพเหตุการณ์กลับมาได้
  5. จากนั้นค่อยหยิบบันทึกความฝันขึ้นมาจดทันที ก่อนจะทำอย่างอื่น
ตื่นขึ้นมาและจำความฝันได้

2. วางบันทึกความฝันไว้ใกล้มือ

การจดบันทึกความฝันไม่ได้เป็นแค่การเก็บข้อมูล แต่การลงมือจดเองคือการฝึกสมองไปในตัว ทุกครั้งที่คุณเขียนความฝัน สมองจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าความฝันเป็นสิ่งสำคัญ และจะช่วยให้คุณจำความฝันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ วางอุปกรณ์ที่ใช้จด ไม่ว่าจะเป็นสมุดหรือโทรศัพท์ ไว้ใกล้ตัวจนหยิบได้โดยไม่ต้องลุกจากเตียง แล้วจดทุกเช้า แม้ว่าวันนั้นจะจำไม่ได้เลยและต้องเขียนว่า "จำไม่ได้" ก็ยังดีกว่าไม่จด เศษเสี้ยวของความฝันก็มีค่า สำหรับแต่ละความฝัน ให้บันทึกสิ่งต่อไปนี้:

  • เกิดอะไรขึ้น: เหตุการณ์ ผู้คน สถานที่ จดตามลำดับที่นึกออกได้ ไม่จำเป็นต้องเรียงตามเวลา
  • รู้สึกอย่างไร: อารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างฝัน ซึ่งหลายครั้งสำคัญกว่าลำดับเหตุการณ์ และมักจำได้ง่ายกว่า
  • รายละเอียดแปลกๆ: บ้านที่เป็นไปไม่ได้ รถไฟที่ขึ้นไม่ทัน หรือคนที่ไม่น่าจะอยู่ในเหตุการณ์นั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้มักจะวนกลับมาและกลายเป็นสัญญาณความฝันเฉพาะตัวของคุณ
  • ตั้งชื่อสั้นๆ: การตั้งชื่อให้ความฝัน เช่น "ครัวน้ำท่วม" ช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น และทำให้มองเห็นรูปแบบเมื่อย้อนกลับมาอ่าน
จดบันทึกความฝันของคุณ

ดาวน์โหลดแอป Ruya

บันทึกความฝันของคุณได้ทุกที่ พร้อมค้นพบความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3. นอนให้เหมือนคนที่อยากจำความฝันได้

การจำความฝันได้เริ่มจากการมีความฝันที่ชัดเจนพอให้จำ ซึ่งหมายถึงการดูแลช่วงการนอน REM ให้ดี ช่วง REM จะยาวขึ้นเรื่อยๆ ตลอดคืน ดังนั้นช่วงหนึ่งในสามสุดท้ายของการนอนเต็มอิ่ม 7-9 ชั่วโมงจึงเป็นช่วงที่คุณฝันชัดที่สุด หากนอนน้อยหรือตื่นก่อนเวลา คุณก็จะพลาดช่วงที่อยากจำมากที่สุด การนอนและตื่นให้เป็นเวลาช่วยให้วงจรการนอนทำงานสม่ำเสมอ และพื้นฐานของการนอนที่ดี เช่น ห้องมืด เงียบ และอุณหภูมิสบาย ก็สำคัญเช่นกัน อีกสองสิ่งที่รบกวน REM ได้บ่อยคือแอลกอฮอล์และกัญชา เพราะทั้งคู่กดการนอนช่วง REM จึงไม่น่าแปลกที่คืนหนักๆ จะตามมาด้วยเช้าที่จำความฝันแทบไม่ได้ และเมื่อหยุดใช้ หลายคนจะฝันเข้มข้นกว่าปกติในช่วง "รีบาวด์" สุดท้าย ก่อนหลับลองตั้งใจบอกตัวเองว่า "พรุ่งนี้เช้าฉันจะจำความฝันได้" แม้จะฟังดูง่าย แต่ความตั้งใจเป็นกลไกสำคัญของความจำที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตั้งใจจะทำในอนาคต และมีผลต่อสิ่งที่สมองพยายามนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อคุณตื่น

จัดห้องนอนให้เหมาะกับการฝัน

4. ตื่นอย่างนุ่มนวลและตั้งใจ

วิธีที่คุณตื่นสำคัญไม่แพ้วิธีที่คุณนอน การตื่นเองตามธรรมชาติในช่วงท้ายของ REM ไม่ว่าจะกำลังฝันอยู่หรือเพิ่งฝันจบ คือช่วงที่มีโอกาสจำความฝันได้ดีที่สุด จึงไม่น่าแปลกที่เช้าวันหยุดซึ่งได้นอนต่อมักทำให้จำความฝันได้ชัด การนอนมีรอบประมาณ 90-110 นาที หากวางเวลานอนให้สอดคล้องกับรอบการนอนเต็มรอบ ก็มีโอกาสตื่นจาก REM มากกว่าการตื่นจากหลับลึก หากจำเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุก เลือกเสียงที่ค่อยๆ ดังขึ้นหรือไฟที่ค่อยๆ สว่าง จะช่วยรักษาความทรงจำของความฝันได้ดีกว่าเสียงปลุกที่ดังจนสะดุ้ง เพราะอาจทำให้ความฝันหายไปทันที และถ้าคุณตื่นกลางดึกพร้อมกับยังจำความฝันได้ อย่าคิดว่าตอนเช้าจะยังจำได้เสมอ จดคำสำคัญไว้สัก 3 คำแล้วค่อยนอนต่อ คำเหล่านั้นมักช่วยให้ความฝันทั้งเรื่องกลับมาได้เมื่อคุณตื่นจริง

ใช้วิธีตื่นตามธรรมชาติ

5. ทบทวน ตีความ และทำต่อเนื่อง

ความจำจะเก็บสิ่งที่เราใช้งาน ลองใช้เวลาสักหนึ่งนาทีกับบันทึกความฝันในตอนเช้า อ่านทบทวน เล่าให้ใครสักคนฟัง หรือก้าวต่อไปด้วยการตีความความฝัน การตั้งคำถามว่าความฝันอาจกำลังสื่ออะไร หรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ของวันก่อน จะช่วยให้ความทรงจำฝังแน่นขึ้น และส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่าความฝันมีคุณค่าพอที่จะเก็บไว้ ซึ่งจะช่วยให้คุณจำความฝันได้ดีขึ้นในสัปดาห์ต่อๆ ไป นี่คือช่วงที่บันทึกความฝันกลายเป็นมากกว่าการติดตามนิสัย เพราะเมื่อสะสมไว้หลายสัปดาห์ คุณจะเริ่มเห็นสถานที่ ตัวละคร และธีมที่เกิดซ้ำ ซึ่งไม่มีทางสังเกตได้จากความฝันเพียงเรื่องเดียว ใน Ruya บันทึกความฝันเดียวกันนี้ยังเชื่อมต่อกับการตีความได้ทันที หากความฝันนั้นให้ความรู้สึกมากกว่าบันทึกประจำวัน คุณสามารถสำรวจความหมายผ่านมุมมองที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจิตวิทยา หรือแนวคิดด้านจิตวิญญาณและศาสนา

ทบทวนเพื่อทำความเข้าใจ

สรุปสิ่งที่ทำให้จำความฝันได้ยากและวิธีที่ช่วยให้จำความฝันได้

พฤติกรรมผลเหตุผล
เสียงปลุกที่ดังและกะทันหันส่งผลเสียการตื่นแบบสะดุ้งทำให้ร่องรอยความฝันที่เปราะบางเลือนหาย ก่อนที่สมองจะได้ทบทวนมัน
หยิบโทรศัพท์ทันทีหลังตื่นส่งผลเสียข้อมูลใหม่จะเข้าไปแทนที่ความฝัน ขณะที่ยังเก็บอยู่ในความจำระยะสั้น
ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้กัญชาในช่วงเย็นส่งผลเสียทั้งสองอย่างกดการนอนหลับช่วง REM จึงมีความฝันให้จำได้น้อยลง
นอนน้อยส่งผลเสียช่วงท้ายของการนอนที่มี REM มากที่สุด มักหายไปก่อนเมื่อจำเป็นต้องตื่นเช้า
จดบันทึกความฝันตอนเช้า แม้จะจำได้เพียงบางส่วนช่วยได้การบันทึกทุกวันช่วยฝึกให้สมองมองว่าความฝันเป็นสิ่งที่ควรจดจำ
ตั้งใจไว้ก่อนนอนว่า "ฉันจะจำความฝันได้"ช่วยได้ความตั้งใจล่วงหน้าช่วยกระตุ้นให้สมองนึกถึงความฝันเป็นสิ่งแรกเมื่อคุณตื่น
ตื่นแล้วอยู่นิ่ง หลับตาไว้และอย่าเพิ่งขยับช่วยได้ท่าทางของร่างกายและการอยู่นิ่งเป็นตัวช่วยดึงความทรงจำที่กำลังเลือนหายกลับมา
วิตามินบี 6 ก่อนนอนอาจช่วยได้มีงานวิจัยแบบสุ่มที่พบว่าช่วยให้จำความฝันได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับยาหลอก ดูรายละเอียดด้านล่าง

วิตามินบี 6 ช่วยให้จำความฝันได้จริงหรือ?

มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจจริง ๆ โดยเป็นการวิจัยแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มยาหลอก ในอาสาสมัคร 100 คน พบว่าการรับประทานวิตามินบี 6 ขนาด 240 มก. ก่อนนอนเป็นเวลา 5 คืน ช่วยให้จำความฝันได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับยาหลอก โดยไม่ทำให้ความฝันชัดหรือแปลกขึ้น และไม่รบกวนการนอน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการศึกษาระยะสั้นเพียงชิ้นเดียว และปริมาณ 240 มก. ก็สูงกว่าที่ได้รับจากอาหารตามปกติมาก จึงควรมองว่าเป็นข้อมูลที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทดลอง มากกว่าจะทำเป็นกิจวัตรทุกคืน นักวิจัยเองก็แนะนำให้เริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 6 สูง เช่น ปลา ถั่วลูกไก่ กล้วย และมันฝรั่ง ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ทั้งนี้ วิธีปฏิบัติทั้ง 5 ข้อด้านบนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด ส่วนวิตามินบี 6 เป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น

ทำไมฉันถึงจำความฝันไม่ได้เลย?

หากทุกเช้าคุณรู้สึกเหมือนไม่ฝันอะไรเลย ความจริงแล้วคุณยังคงฝันอยู่ งานวิจัยในห้องปฏิบัติการด้านการนอนพบว่า แม้แต่คนที่ยืนยันว่าตัวเองไม่เคยฝันเลย ก็สามารถเล่าความฝันได้เมื่อถูกปลุกตรงช่วง REM ความสามารถในการจำความฝันมีความแตกต่างกันตามธรรมชาติ บางคนจำได้หลายครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่บางคนแทบจำไม่ได้เลย และมีความแตกต่างของการทำงานของสมองที่วัดได้ระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม ปัจจัยที่ทำให้จำความฝันได้น้อย ได้แก่ การนอนน้อยเรื้อรัง การตื่นด้วยเสียงปลุกที่ทำให้สะดุ้ง และยาบางชนิด โดยเฉพาะยาต้านอาการซึมเศร้าหลายประเภทที่กดการนอนช่วง REM หากเมื่อก่อนคุณเคยจำความฝันได้ แต่จู่ ๆ กลับจำไม่ได้ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ควรลองพิจารณาคุณภาพการนอนของตัวเอง แต่หากเป็นเพียงการตื่นมาแล้วจำความฝันไม่ได้ นั่นไม่ใช่ปัญหาสุขภาพ เป็นเพียงทักษะที่ยังไม่ได้ฝึก และคนส่วนใหญ่จะเริ่มจำความฝันได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์เมื่อทำตาม 5 วิธีข้างต้น


เริ่มได้ตั้งแต่คืนนี้

การจำความฝันได้คือทักษะพื้นฐานที่เปิดประตูสู่โลกของความฝันทั้งหมด เพราะการตีความความฝันต้องอาศัยสิ่งที่คุณจำได้ และหากเป้าหมายของคุณคือการฝันรู้ตัว การจำความฝันได้ก็คือก้าวแรก เริ่มได้ง่าย ๆ ตั้งแต่คืนนี้: ตั้งใจว่าจะจำความฝันก่อนหลับ เมื่อตื่นให้อยู่นิ่ง แล้วจดทุกอย่างที่จำได้ทันที Ruya ช่วยให้การบันทึกความฝันเป็นเรื่องง่าย ด้วยบันทึกความฝันฟรีพร้อมการแจ้งเตือนตอนเช้า และเมื่อมีความฝันที่อยากทำความเข้าใจมากกว่าการจดบันทึกสั้น ๆ ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ตีความความฝันได้เพียงแตะครั้งเดียว อีกสองสัปดาห์จากนี้ เช้าของคุณอาจไม่ว่างเปล่าเหมือนเดิม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจำความฝัน

ทำไมฉันถึงลืมความฝันเร็วมาก?
ระหว่างการนอนช่วง REM กระบวนการทางเคมีในสมองที่ใช้เก็บความทรงจำระยะยาวจะทำงานลดลง ทำให้ความฝันถูกเก็บไว้เพียงในความจำระยะสั้นที่เปราะบาง และจะเริ่มเลือนหายภายในไม่กี่นาทีหลังตื่น การขยับตัว คิดเรื่องที่ต้องทำ หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ล้วนทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับความฝันถูกแทนที่ วิธีที่ช่วยได้คืออยู่นิ่ง ๆ แล้วทบทวนความฝันก่อนทำอย่างอื่น
จำความฝันที่ลืมไปแล้วกลับมาได้ไหม?
บางครั้งทำได้ ลองกลับไปนอนในท่าเดิมที่คุณตื่น หลับตา ผ่อนคลาย แล้วนึกถึงความรู้สึกที่ความฝันทิ้งไว้ หลายครั้งภาพเหตุการณ์จะค่อย ๆ กลับมา นอกจากนี้ สิ่งกระตุ้นระหว่างวัน เช่น สถานที่ คำพูด หรือใบหน้าที่คุ้นเคย ก็อาจทำให้นึกความฝันบางส่วนออกได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ได้ผลเสมอไป จึงควรรีบบันทึกความฝันทันทีหลังตื่น
ทุกคนฝันทุกคืนจริงไหม?
จริง คนที่มีสุขภาพการนอนปกติจะเข้าสู่ช่วง REM หลายครั้งในแต่ละคืน และใช้เวลาฝันรวมกันประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ว่าจะจำได้หรือไม่ก็ตาม คนที่บอกว่าตัวเองไม่เคยฝันก็ยังสามารถเล่าความฝันได้ เมื่อถูกปลุกตรงช่วง REM ในห้องปฏิบัติการด้านการนอน ความแตกต่างอยู่ที่การจำความฝัน ไม่ใช่การฝัน
ถ้าจำความฝันไม่ได้เลย ถือว่าผิดปกติไหม?
ไม่ การจำความฝันได้น้อยเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป อยู่ในช่วงปกติ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่แย่ลง สิ่งที่ควรใส่ใจคือกรณีที่เคยจำความฝันได้ แต่จู่ ๆ กลับจำไม่ได้พร้อมกับการนอนที่แย่ลง หรือเกิดขึ้นหลังเปลี่ยนยา เพราะยาหลายชนิด เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า สามารถกดการนอนช่วง REM ได้ นอกเหนือจากนั้น ก็เป็นเพียงทักษะที่ยังไม่ได้ฝึก
วิตามินบี 6 ช่วยให้จำความฝันได้ไหม?
มีงานวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มยาหลอกชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานวิตามินบี 6 ขนาด 240 มก. ก่อนนอนเป็นเวลา 5 คืน ช่วยให้จำความฝันได้ดีขึ้น โดยไม่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหรือความชัดของความฝัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีเพียงชิ้นเดียว ใช้ระยะเวลาสั้น และใช้ขนาดยาที่ค่อนข้างสูง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริม ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในชีวิตประจำวันคือรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 6 สูง
ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะจำความฝันได้ดีขึ้น?
เร็วกว่าทักษะหลายอย่าง เพียงตั้งใจทุกคืนว่าจะจำความฝัน เมื่อตื่นให้อยู่นิ่ง และจดบันทึกความฝันทุกเช้า คนส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ และเมื่อบันทึกต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน สมองก็จะยิ่งเรียนรู้ว่าความฝันเป็นสิ่งที่ควรเก็บไว้
ทำไมฉันถึงจำความฝันได้เฉพาะเวลาที่ตื่นกลางดึก?
การตื่นกลางดึกมักเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังช่วง REM ไม่นาน ซึ่งเป็นช่วงที่ความฝันยังดำเนินอยู่ จึงทำให้คุณจำได้ทันที ในทางกลับกัน เสียงปลุกตอนเช้าอาจปลุกคุณจากช่วงการนอนที่ลึกกว่า หากตื่นกลางดึก ลองจดคีย์เวิร์ดสัก 3 คำแล้วกลับไปนอน เช้าวันรุ่งขึ้นคีย์เวิร์ดเหล่านั้นมักช่วยให้คุณนึกความฝันทั้งหมดออก
แอปบันทึกความฝันช่วยให้จำความฝันได้จริงไหม?
ช่วยได้ เพราะทำให้การสร้างนิสัยที่สำคัญที่สุดคือการบันทึกความฝันทุกเช้าเป็นเรื่องง่าย บันทึกความฝันฟรีของ Ruya อยู่ในอุปกรณ์ที่วางข้างเตียงอยู่แล้ว มีการแจ้งเตือนตอนเช้า ช่วยเปลี่ยนบันทึกให้กลายเป็นรูปแบบที่ค้นหาและติดตามได้เมื่อเวลาผ่านไป และเมื่ออยากเจาะลึกมากขึ้น ก็สามารถเลือกมุมมองในการตีความความฝันได้ตามต้องการ

บทความนี้เขียนขึ้นเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ต้น อ่านต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

  1. 1. Effects of Vitamin B6 (Pyridoxine) and a B Complex Preparation on Dreaming and Sleep
    ผู้เขียน: Aspy, D. J., Madden, N. A., & Delfabbro, P.ปี: 2018สำนักพิมพ์/วารสาร: Perceptual and Motor Skillsเล่ม: 125ฉบับ: 3
  2. 2. Resting Brain Activity Varies with Dream Recall Frequency Between Subjects
    ผู้เขียน: Eichenlaub, J. B., Nicolas, A., Daltrozzo, J., Redouté, J., Costes, N., & Ruby, P.ปี: 2014สำนักพิมพ์/วารสาร: Neuropsychopharmacologyเล่ม: 39ฉบับ: 7
  3. 3. Why We Sleep: Unlocking the Power of Sleep and Dreams
    ผู้เขียน: Walker, Matthewปี: 2017สำนักพิมพ์/วารสาร: Scribner
  4. 4. Exploring the World of Lucid Dreaming
    ผู้เขียน: LaBerge, S., & Rheingold, H.ปี: 1991สำนักพิมพ์/วารสาร: Ballantine Books
share

แชร์