เออร์เนสต์ ฮาร์ตมันน์: ขอบเขตที่บาง ความฝันร้าย และความฝัน
โดย Ruya Editorialวันพุธที่ 9 กันยายน 2569เวลาอ่าน: 9 นาที

เออร์เนสต์ ฮาร์ตมันน์: ขอบเขตทางใจที่บาง ขอบเขตทางใจที่หนา ฝันร้าย และความฝัน

ทำไมบางคนถึงฝันเป็นภาพสีสดชัดแทบทุกคืน ตื่นขึ้นมาพร้อมน้ำตาจากฝันร้ายและยังติดภาพนั้นไปตลอดทั้งวัน ขณะที่อีกคนนอนหลับยาวแปดชั่วโมงโดยแทบไม่จำความฝันได้เลย และบอกว่าตัวเองไม่ค่อยฝัน เออร์เนสต์ ฮาร์ตมันน์ใช้เวลากว่า 50 ปีค้นหาคำตอบของคำถามนี้ และเสนอแนวคิดที่วงการจิตวิทยาเคยมองข้าม นั่นคือ จิตใจของแต่ละคนมี "ขอบเขต" ที่หนาหรือบางแตกต่างกัน แนวคิดนี้ไม่ได้อธิบายแค่เรื่องความฝัน แต่ยังช่วยทำนายได้ว่าใครมีแนวโน้มฝันร้าย ใครมักหลอมรวมตัวเองเข้ากับผู้อื่น ใครชอบแยกเรื่องต่าง ๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน และต่อมายังพัฒนาเป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าความฝันมีไว้เพื่ออะไร หากคุณเคยสงสัยว่าทำไมค่ำคืนของคุณจึงเต็มไปด้วยความฝันมากกว่าหรือน้อยกว่าคนอื่น ฮาร์ตมันน์คือผู้เสนอทฤษฎีที่น่าทำความรู้จัก

เออร์เนสต์ ฮาร์ตมันน์ คือใคร?

เออร์เนสต์ ฮาร์ตมันน์ (ค.ศ. 1934-2013) เกิดที่กรุงเวียนนา เป็นบุตรชายของนักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง ไฮนซ์ ฮาร์ตมันน์ ก่อนจะสร้างเส้นทางวิชาการของตนเองในสหรัฐอเมริกา ในฐานะศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ และผู้อำนวยการศูนย์ความผิดปกติของการนอนหลับซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์บุกเบิกใกล้เมืองบอสตัน เขาเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญทั้งงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและงานคลินิก ในปี 1967 เขาเขียนหนังสือ The Biology of Dreaming และศึกษาความต้องการการนอนหลับ ขณะเดียวกันก็รับฟังประสบการณ์ของผู้คนเกี่ยวกับความฝันโดยตรง เขาเคยดำรงตำแหน่งประธาน International Association for the Study of Dreams และเป็นบรรณาธิการบริหารคนแรกของวารสารวิจัย Dreaming ผลงานตลอดชีวิตของเขามุ่งเน้นอยู่สองประเด็นหลัก คือ ผู้ที่ทุกข์ทรมานจากฝันร้าย และคำถามที่ว่าภาพต่าง ๆ ในความฝันทุกคืนมีบทบาทอย่างไรต่อชีวิตของเรา

ทฤษฎีขอบเขต: ขอบเขตทางใจที่บางและขอบเขตทางใจที่หนา

ทฤษฎีนี้เริ่มต้นจากการศึกษาผู้ที่ฝันร้ายบ่อย ฮาร์ตมันน์พบว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงค่ำคืนที่ยากลำบาก แต่ยังมีลักษณะร่วมกันหลายอย่าง เช่น เปิดรับประสบการณ์ได้มาก อ่อนไหว รับผลกระทบทางอารมณ์ได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับผู้คนได้รวดเร็ว และมีเส้นแบ่งระหว่างจินตนาการกับความเป็นจริงที่ยืดหยุ่น เขาจึงอธิบายจิตใจของมนุษย์ผ่านความหนาหรือบางของกำแพงภายใน ระหว่างความคิดกับความรู้สึก ระหว่างการหลับกับการตื่น และระหว่างตัวเองกับผู้อื่น พร้อมพัฒนาแบบประเมิน Boundary Questionnaire เพื่อใช้วัดลักษณะนี้ ผลการศึกษาชี้ว่ามิตินี้มีอยู่จริงและทำนายพฤติกรรมได้อย่างน่าทึ่ง ผู้ที่มีขอบเขตทางใจที่บางมักจำความฝันได้มาก ฝันร้ายบ่อย และได้คะแนนด้านความคิดสร้างสรรค์สูง ส่วนผู้ที่มีขอบเขตทางใจที่หนามักแยกประสบการณ์ออกเป็นสัดส่วน และแทบไม่สังเกตชีวิตในความฝันของตนเอง ทั้งสองลักษณะไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นรูปแบบของจิตใจที่ต่างก็มีทั้งข้อแลกเปลี่ยนและจุดเด่นของตัวเอง

ความหนาของขอบเขตเป็นมิติของบุคลิกภาพที่ถูกมองข้าม และสามารถช่วยให้เราเข้าใจแง่มุมของชีวิตที่เครื่องมือวัดแบบอื่นไม่สามารถอธิบายได้

Ernest Hartmann, Boundaries in the Mind

เปรียบเทียบขอบเขตทางใจที่บางและขอบเขตทางใจที่หนา
ด้านขอบเขตทางใจที่บางขอบเขตทางใจที่หนา
ชีวิตในความฝันฝันชัดเจน จำความฝันได้บ่อย ภาพฝันติดมาถึงตอนกลางวัน ฝันร้ายมากกว่าจำความฝันได้น้อย ความฝันจบลงเมื่อตื่น ฝันร้ายน้อย
รูปแบบการคิดเชื่อมโยงความคิดเก่ง ใช้อุปมาอุปไมยมาก ชอบฝันกลางวันแยกเรื่องเป็นหมวดหมู่ ทำทีละเรื่อง ตีความตรงไปตรงมา
อารมณ์อารมณ์มาแรง ค้างอยู่นาน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติควบคุมอารมณ์ได้ดี ปรับระดับได้ ตัดอารมณ์เพื่อทำงานเมื่อจำเป็น
ความสัมพันธ์ผูกพันใกล้ชิดได้รวดเร็ว รับความรู้สึกของผู้อื่นเหมือนเป็นของตัวเองมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ใช้เวลาสร้างความสนิทสนมนานกว่า รับรู้ขอบเขตของตนเองได้มั่นคง
จุดแข็งที่พบได้บ่อยความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความไวต่อรายละเอียดและความละเอียดอ่อนความมั่นคง มีสมาธิ รับมือแรงกดดันได้ดี

คลื่นยักษ์: ทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับหน้าที่ของความฝัน

ทฤษฎีร่วมสมัยของฮาร์ตมันน์เกี่ยวกับความฝันเริ่มต้นจากข้อสังเกตทางคลินิกที่น่าสนใจ ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น ไฟไหม้ การถูกทำร้าย หรือภัยพิบัติ มักไม่ได้ฝันถึงเหตุการณ์นั้นตามที่เกิดขึ้นจริง แต่กลับฝันว่าคลื่นยักษ์กำลังถาโถม บ้านพังถล่ม หรือถูกกระแสน้ำพัดพาไป เขาเสนอว่าความฝันกำลังถ่ายทอดอารมณ์ ไม่ใช่ฉายซ้ำเหตุการณ์ โดยแปลงความหวาดกลัวและความรู้สึกหมดหนทางให้เป็นภาพ ซึ่งเขาเรียกว่า "ภาพแกนกลาง" ของความฝัน (Central Image) ความเข้มข้นของภาพนี้จะเพิ่มหรือลดตามความรุนแรงของอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลัง จากแนวคิดนี้ เขาพัฒนาทฤษฎีที่อธิบายการทำงานของความฝันโดยรวมว่า สมองขณะฝันคือช่วงเวลาที่จิตใจเชื่อมโยงข้อมูลได้มากที่สุด นำประสบการณ์ใหม่ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่มีอารมณ์เข้มข้น มาถักทอเข้ากับเครือข่ายความทรงจำเดิมอย่างกว้างขวางและยืดหยุ่นกว่าการคิดขณะตื่น การถักทอนี้ทำให้ความฝันดูแปลกประหลาด และยังเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงฝัน เพราะความเจ็บปวดใหม่จะค่อย ๆ ถูกเชื่อมโยง วางไว้ในบริบท และบรรเทาความรุนแรงลงทีละน้อย งานวิจัยที่ติดตามชุดความฝันก่อนและหลังเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งใหญ่ของสังคมพบว่า "ภาพแกนกลาง" มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่เหตุการณ์จริงกลับแทบไม่ปรากฏในความฝัน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีนี้คาดการณ์ไว้

ทฤษฎีนี้เชื่อมโยงแนวคิดสำคัญสองสายที่เขาศึกษามาตลอดชีวิตเข้าด้วยกัน ผู้ที่มีขอบเขตทางจิตใจแบบบางจะถักทออารมณ์ในฝันอย่างเข้มข้นกว่า ภาพฝันชัดเจนกว่า มีแนวโน้มที่เนื้อหาจากความฝันจะต่อเนื่องมาถึงช่วงตื่นได้มากกว่า และหากอารมณ์ที่กำลังประมวลผลเป็นเรื่องหนักหน่วง ก็อาจฝันร้ายได้บ่อยกว่า ส่วนผู้ที่มีขอบเขตทางจิตใจแบบหนาก็ยังผ่านกระบวนการเดียวกัน เพียงแต่เกิดขึ้นหลัง "ประตู" ที่ปิดแน่นกว่า และในมุมมองนี้ ฝันร้ายไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นภาพแทนของความรู้สึกที่ใหญ่เกินกว่าระบบการเชื่อมโยงทางอารมณ์ในขณะนั้นจะรองรับได้ จึงไม่น่าแปลกที่ฝันร้ายมักเกิดเป็นระลอกหลังเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ และค่อย ๆ ลดความรุนแรงลงเมื่อการถักทออารมณ์ดำเนินไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่บทความของเราเกี่ยวกับ ฝันจากความวิตกกังวล และ ฝันซ้ำ อ้างอิงแนวคิดของเขาอย่างต่อเนื่อง

ความฝันของคุณกำลังบอกอะไร?

ความฝันของคุณกำลังบอกอะไร?

สำรวจความฝันของคุณผ่านมุมมองทางจิตวิทยา ตั้งแต่สัญลักษณ์และอาร์คีไทป์แบบยุง ไปจนถึงความคิดและความกังวลในชีวิตประจำวัน

การใช้ชีวิตกับรูปแบบขอบเขตทางจิตใจของคุณ

  1. ค้นหาว่าคุณอยู่ตรงไหนบนสเปกตรัม ลองสังเกตตัวเองอย่างจริงใจสักหนึ่งสัปดาห์ ทั้งการจำความฝันได้มากน้อยแค่ไหน ความรู้สึกติดค้างอยู่นานเพียงใด และเรื่องแต่งหรืออารมณ์ของคนอื่นส่งผลต่อคุณได้ง่ายเพียงไหน คุณมักจะเห็นคำตอบได้ชัดขึ้น
  2. ขอบเขตทางจิตใจแบบบาง: ระวังสิ่งที่รับเข้ามา สิ่งที่คุณดู อ่าน หรือรับรู้ก่อนนอนมีโอกาสกลายเป็นเนื้อหาความฝันได้อย่างเข้มข้นกว่าปกติ ลองเว้นระยะให้ช่วงเย็นผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงสื่อที่รบกวนจิตใจดึก ๆ และปิดเรื่องค้างคาของวันก่อนเข้านอน
  3. ขอบเขตทางจิตใจแบบหนา: ตั้งใจเปิดประตู การจำความฝันตอบสนองต่อความตั้งใจ เตรียมวิธีบันทึกไว้ข้างเตียง เมื่อตื่นให้นอนนิ่งสักครู่ แล้วถามตัวเองว่าเมื่อครู่นี้ฝันอะไร ความฝันไม่ได้หายไป เพียงแต่กำแพงกั้นไว้สูงกว่า
  4. หลังผ่านเหตุการณ์หนัก ๆ ให้สังเกต ภาพแกนกลาง หากคุณฝันถึงคลื่นยักษ์ พายุ หรือบ้านถล่มหลังช่วงเวลาที่เจ็บปวด นั่นคือสัญญาณของการถักทออารมณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่ลางเตือน โดยทั่วไปภาพเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดความรุนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์
  5. รู้ว่าเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ หากฝันร้ายยังคงรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน รบกวนการนอน หรือเป็นการฝันซ้ำเหตุการณ์สะเทือนใจจริงอย่างตรงไปตรงมา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การบำบัดด้วยการซ้อมภาพในจินตนาการ (Imagery Rehearsal Therapy) ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องฝันร้ายของ Hartmann เป็นแนวทางที่ได้ผลและใช้เวลาไม่นาน

สังเกตการถักทออารมณ์ของตัวเอง

ทฤษฎีของ Hartmann ทำนายสิ่งหนึ่งได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับบันทึกความฝันของคุณ นั่นคือ หลังจากช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความฝันมักจะเข้มข้นขึ้น แปลกขึ้น และเต็มไปด้วยภาพที่ชัดเจน ก่อนจะค่อย ๆ สงบลงเมื่ออารมณ์เหล่านั้นได้รับการถักทอและเชื่อมโยงเข้าที่ หากไม่มีการจดบันทึก คุณแทบจะมองไม่เห็นรูปแบบนี้ แต่เมื่อมีบันทึก ความเปลี่ยนแปลงจะเห็นได้อย่างชัดเจน Ruya ช่วยบันทึกความฝันทันทีที่คุณตื่น เก็บเรื่องราวในแต่ละวันไว้ควบคู่กัน และทำให้คุณเห็นว่า ภาพแกนกลาง ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นแล้วจางลงตลอดหลายสัปดาห์ เป็นบันทึกการถักทออารมณ์ของคุณเอง จากนั้นเครื่องมือสำหรับตีความจะช่วยให้คุณตั้งคำถามแบบเดียวกับที่ Hartmann ใช้กับทุกความฝันที่ทรงพลังว่า ภาพนี้กำลังมีขนาดเท่ากับความรู้สึกอะไร


Hartmann มอบของขวัญสำคัญสองอย่างให้กับผู้ที่สนใจความฝัน อย่างแรกคือการทำให้ผู้คนเข้าใจว่า ขอบเขตทางจิตใจแบบบางและแบบหนาเป็นลักษณะนิสัยตามธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดปกติ คนที่ฝันเหมือนถูกคลื่นซัดไม่ได้มีอะไรเสียหายไปมากกว่าคนที่ฝันอย่างเงียบสงบ อย่างที่สองคือการมอบวิธีแปลความหมายของความฝัน เมื่อเข้าใจว่าความฝันกำลังวาดภาพของความรู้สึก ไม่ใช่รายงานเหตุการณ์ คลื่นยักษ์ในฝันก็จะไม่ใช่คำพยากรณ์อีกต่อไป แต่เป็นภาพที่สะท้อนขนาดของสิ่งที่คุณกำลังแบกรับอยู่ได้อย่างพอดี

Ernest Hartmann: คำถามที่พบบ่อย

Ernest Hartmann คือใคร?
จิตแพทย์ชาวอเมริกันที่เกิดในกรุงเวียนนา (ค.ศ. 1934-2013) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านการนอนหลับ ผู้พัฒนาทฤษฎีขอบเขตของจิตใจ เขียนหนังสือสำคัญเกี่ยวกับฝันร้ายและการฝัน เคยดำรงตำแหน่งประธาน International Association for the Study of Dreams และเป็นบรรณาธิการคนแรกของวารสาร Dreaming
ทฤษฎีขอบเขตของจิตใจของ Hartmann คืออะไร?
เป็นแนวคิดที่อธิบายลักษณะนิสัยด้านหนึ่งของบุคคล โดยมองว่าขอบเขตระหว่างส่วนต่าง ๆ ของจิตใจหนาหรือบางเพียงใด เช่น ระหว่างความคิดกับความรู้สึก ระหว่างช่วงตื่นกับช่วงฝัน หรือระหว่างตัวเองกับผู้อื่น คนที่มีขอบเขตบางมักปล่อยให้ประสบการณ์ไหลเชื่อมถึงกัน มีความฝันที่ชัดเจน และรับอารมณ์ได้อย่างเข้มข้น ส่วนคนที่มีขอบเขตหนามักแยกเรื่องราวและประสบการณ์ออกเป็นส่วน ๆ ได้ดี เขาใช้แบบประเมิน Boundary Questionnaire ในการวัด และพบว่าสามารถทำนายทั้งความถี่ในการจำความฝันและการเกิดฝันร้ายได้อย่างแม่นยำ
จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีขอบเขตบางหรือขอบเขตหนา?
ลองสังเกตทั้งช่วงกลางคืนและกลางวันของตัวเอง หากคุณจำความฝันได้บ่อยและชัดเจน ความรู้สึกติดค้างอยู่ได้นานหลายชั่วโมง หรืออินกับเรื่องราวและอารมณ์ของคนอื่นอย่างลึกซึ้ง ก็มีแนวโน้มว่าจะมีขอบเขตบาง แต่ถ้าจำความฝันได้น้อย ควบคุมอารมณ์ได้ดี และแยกเรื่องต่าง ๆ ออกจากกันได้ง่าย ก็มีแนวโน้มว่าจะมีขอบเขตหนา คนส่วนใหญ่อยู่ระหว่างสองขั้วนี้ และนี่เป็นลักษณะนิสัย ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
ทำไมบางคนถึงฝันร้ายบ่อยกว่าคนอื่นมาก?
งานวิจัยของ Hartmann พบว่าผู้ที่ฝันร้ายบ่อยจำนวนมากมักอยู่ฝั่งขอบเขตบาง ความเปิดรับแบบเดียวกับที่ทำให้มีจินตนาการสดใส ก็ทำให้เนื้อหาที่มืดหม่นผ่านเข้าสู่ภาพฝันที่เข้มข้นได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความเครียดในชีวิตจะเป็นตัวเพิ่มหรือลดความรุนแรง นี่คือรูปแบบของความไวต่อประสบการณ์ ไม่ใช่ข้อบกพร่อง และในรายที่อาการรุนแรง การบำบัดด้วยการซ้อมภาพในจินตนาการ (Imagery Rehearsal Therapy) มักได้ผลดี
ภาพหลัก (Central Image) และความฝันเรื่องคลื่นยักษ์คืออะไร?
ภาพหลัก (Central Image) คือภาพที่โดดเด่นที่สุดซึ่งเป็นแกนกลางของความฝัน โดย Hartmann พบว่าความเข้มข้นของภาพนี้สะท้อนความรุนแรงของอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ของผู้ฝัน ตัวอย่างสำคัญของเขาคือ ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจมักไม่ได้ฝันถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ แต่กลับฝันถึงคลื่นยักษ์หรือภาพที่สื่อถึงการถูกถาโถมในลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาในระดับที่เหมาะสม เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ภาพหลักค่อย ๆ จางลง นั่นเป็นสัญญาณว่ากระบวนการจัดการอารมณ์กำลังดำเนินไป
ทฤษฎีการฝันร่วมสมัยของเขาคืออะไร?
Hartmann เสนอว่าในขณะฝัน จิตใจจะอยู่ในสภาวะที่เชื่อมโยงข้อมูลได้มากที่สุด โดยมีอารมณ์เป็นตัวนำ ประสบการณ์ใหม่จึงถูกถักทอเข้ากับเครือข่ายความทรงจำเก่าได้กว้างกว่าช่วงตื่น แนวคิดนี้อธิบายได้ทั้งว่าทำไมความฝันจึงดูแปลก และเหตุใดการฝันจึงมีหน้าที่ช่วยผสานและค่อย ๆ คลี่คลายเนื้อหาที่มีความสำคัญทางอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีสมัยใหม่เกี่ยวกับการประมวลผลอารมณ์ระหว่างการนอนหลับระยะ REM
การมีขอบเขตบางเป็นเรื่องไม่ดีหรือเปล่า?
ไม่ใช่ ขอบเขตบางมีทั้งข้อท้าทายและข้อดี ด้านหนึ่งอาจฝันร้ายบ่อย รับอารมณ์ได้อย่างท่วมท้น และอ่อนไหวต่อสิ่งรอบตัว แต่อีกด้าน งานวิจัยของ Hartmann ก็เชื่อมโยงลักษณะนี้กับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คำแนะนำของเขาไม่ใช่การแก้ไขตัวตน แต่คือการดูแลตัวเองให้เหมาะสม เช่น เลือกสิ่งที่รับเข้ามา ใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านภาพในจินตนาการ และให้คนที่มีขอบเขตหนาช่วยรับบทบาทในเรื่องที่พวกเขาถนัดกว่า

บทความนี้มีประโยชน์ไหม?

บทความนี้เขียนต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ อ่านต้นฉบับ

bedtime

เมื่อคืนคุณฝันว่าอะไร?

จดไว้ตอนที่ยังจำได้ชัด สร้างบัญชีฟรีเพื่อเก็บไว้ในบันทึกของคุณและค้นหาความหมายของมัน

สมัครฟรี ความฝันของคุณจะถูกเก็บเป็นส่วนตัวในสมุดบันทึก

เอกสารอ้างอิง

  1. 1. Boundaries in the Mind: A New Psychology of Personality
    ผู้เขียน: Hartmann, E.ปี: 1991สำนักพิมพ์/วารสาร: Basic Books
  2. 2. The Nightmare: The Psychology and Biology of Terrifying Dreams
    ผู้เขียน: Hartmann, E.ปี: 1984สำนักพิมพ์/วารสาร: Basic Books
  3. 3. The Nature and Functions of Dreaming
    ผู้เขียน: Hartmann, E.ปี: 2011สำนักพิมพ์/วารสาร: Oxford University Press
  4. 4. The Biology of Dreaming
    ผู้เขียน: Hartmann, E.ปี: 1967สำนักพิมพ์/วารสาร: Charles C Thomas
share

แชร์